top of page
Cateม่วง.png

"We Are The World" กับเบื้องหลังอันน่าทึ่ง

อัปเดตเมื่อ 31 ม.ค.

"We Are The World" เพลงใหม่ติดอันดับบน Hot 100 อันดับ 21 วันนี้ (23 มีนาคม)ในอดีต (1985)


ทันทีที่เพลงนี้ออกมามันกลายเป็นกระแสที่ใครๆก็พูดถึง เพราะมันเป็นการรวมใจของศิลปินชื่อดังในอเมริกายุคนั้นกว่า 45 คนมาบันทึกเสียงเพื่อการกุศลช่วยเหลือผู้อดอยากในทวีปแอฟริกา และในสัปดาห์ถัดไปก็ก้าวกระโดดขึ้นถึงอันดับ 5 และ 2 ตามลำดับก่อนจะขึ้นสู่อันดับ 1 ในวันสงกรานต์ปีนั้น ถือว่าเป็นซิงเกิ้ลที่ขึ้น Top 5 ได้ภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากที่เพลง Let It Be ของวง The Beatles ทำได้ในปี 1969


ไม่มีใครเชื่อว่าศิลปินชื่อดังมากมายเหล่านี้จะมีเวลามาเจอกันได้ เพราะแต่ละคนมีตารางเวลาอัดแน่นคิวรัดตัว แต่มันก็เป็นไปแล้ว พวกเขาทำได้อย่างไร เราไปอ่านเรื่องราวนี้กัน ย้อนอดีตกลับไปในวันนั้นกันอีกครั้งกับเพลง "We Are The World"


ผู้จุดประกาย

นักร้อง,นักแสดง,นักกิจกรรม "Harry Belafonte" เจ้าของเสียงเพลง "Day - O" เป็นผู้ริเริ่มโครงการ “USA for Africa” ในครั้งนี้ นำไปสู่การสร้างผลงานเพลงยิ่งใหญ่อย่าง "We Are The World"


Harry ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของเพลงการกุศล “Do They Know It’s Christmas?” ซึ่งร้องโดยกลุ่มนักดนตรีอังกฤษและไอริชนาม "Band Aid" เขาจึงอยากทำในรูปแบบเดียวกันนี้บ้าง เพื่อช่วยเหลือผู้อดอยากในแอฟริกา


Super Teamwork

การจัดตั้งกลุ่มศิลปินครั้งนี้ Harry เจาะจงไปที่ศิลปินผิวสี ชาวอเมริกัน เขาจึงไปปรึกษา Ken Kragen ผู้จัดการส่วนตัว Ken จึงเสนอชื่อ Lionel Ritchie เพราะในเวลานั้น Lionel Ritchie มีผลงานการแต่งเพลงเป็นที่ยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง และเป็น Lionel Ritchie ที่เป็นผู้ชวน Stevie Wonder เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้อีกคน



ในส่วนของโปรดิวเซอร์ Ken Kragen เลือก Quincy Jones ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นโปรดิวเซอร์มือทองที่ใครๆก็ต้องการ เขาเป็นผู้ชักชวน Michael Jackson ให้มาเข้าร่วมโครงการนี้โดยมีเงื่อนไขว่าเขาต้องมีส่วนร่วมในการแต่งเพลงด้วย


จากทีมงานเริ่มต้นล้วนแต่เป็นศิลปิน/โปรดิวเซอร์ระดับสุดยอดทั้งสิ้น จึงไม่ยากที่จะขอความร่วมมือจากศิลปินชาวอเมริกันชื่อดังคนอื่นๆ ซึ่งตอนแรกยังคงเลือกศิลปินผิวสีก่อน ต่อมาเมื่อมีศิลปินผิวขาวอย่าง Bruce Springsteen มาเข้าร่วม การเชิญศิลปินคนอื่นๆจึงไม่มีข้อจำกัดนี้อีกต่อไป


ความหมายของชื่อย่อ "USA"

พวกเขาใช้ชื่อเรียกตัวเองว่า “USA for Africa” และใช้ชื่อนี้เป็นชื่อกองทุน โดยมีองค์กรเฉพาะกิจดูแล ซึ่งหลายคนคิดว่า “USA”ที่อยู่ในชื่อกลุ่มนี้ ย่อมาจากชื่อประเทศสหรัฐอเมริกา แต่แท้ที่จริงแล้ว ย่อมาจากคำว่า “United Support of Artists” (รวมพลังสนับสนุนของเหล่าศิลปิน)


จุดเริ่มต้นเพลง"We Are The World"

ตั้งแต่เริ่มฟอร์มทีมจนมาถึงวันที่บันทึกเสียง ใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 1 เดือนเต็ม โดยมี Michael Jackson กับ Lionel Ritchie รับหน้าที่ในการแต่งเพลง ต้องเป็นเพลงที่ง่ายต่อการร้องตาม ง่ายต่อการจดจำ และอยู่ในความทรงจำตลอดไป


ทั้งคู่ใช้เวลาร่วมกันที่บ้านของแต่ละคน ศึกษาและฟังเพลงชาติของนาๆประเทศ เพื่อสร้างไอเดียหลากหลายใช้แต่งทำนองเพลงและเนื้อร้องให้เสร็จทันตามกำหนด


พี่สาวของ Michael เล่าว่า ทั้งคู่มีสมาธิในการแต่งเพลงมาก สังเกตได้จากภายในห้องจะเงียบมาก เป็นเรื่องแปลกสำหรับ Michael ที่ปกติเวลาเขาแต่งเพลงจะสนุกร่าเริง


สุดท้ายทั้งคู่ก็สามารถแก้ไข ปรับแต่งเนื้อเพลง ทำนองเสร็จก่อนบันทึกเสียงจริง 1 วัน โดยใช้เวลาบันทึกเทปเดโม 2 ชั่วโมงครึ่งในวันที่ 22 มกราคม ปี 1985 (พ.ศ.2528)


การบันทึกเสียง

การบันทึกเสียงวันแรกมีเฉพาะ Quincy Jones, Michael Jackson, Stevie Wonder กับ Lionel Ritchie และทีมงานเท่านั้น ทำการบันทึกเสียงกันที่สตูดิโอ "Lion Share" ของ Kenny Rogers เป็นการบันทึกเสียงร้องของ Michael Jackson กับ Lionel Ritchie เพื่อนำไปให้ศิลปินคนอื่นๆฟังเป็นตัวอย่าง โดยมี Quincy Jones เป็นโปรดิวเซอร์


ผ่านไปได้ 6 เทค Quincy Jones ตัดสินใจให้ผ่าน เพราะทั้ง Michael Jackson กับ Lionel Ritchie มีท่าทีไม่ยอมจบง่ายๆ คงมีไอเดียเพิ่มเข้ามาตลอด

"My Fellow Artist"

วันที่ 24 มกราคม ปี 1985 (พ.ศ.2528) Quincy Jones ได้ส่งเทปเดโมพร้อมจดหมายให้ศิลปินที่จะร่วมร้อง โดยจ่าหน้าซองว่า "My Fellow Artists" (ศิลปินเพื่อนเกลอของฉัน) แทนที่จะระบุชื่อของแต่ละคน เพราะไม่ต้องการให้พกความเป็นดาราหรืออีโก้มาร่วมงานในครั้งนี้ ในจดหมายเขียนไว้ว่า


"The cassettes are numbered, and I can't express how important it is not to let this material out of your hands. Please do not make copies, and return this cassette the night of the 28th.
In the years to come, when your children ask, 'What did mommy and daddy do for the war against world famine?', you can say proudly, this was your contribution." - Producer


(“เทปชุดนี้มีหมายเลขกำกับ ผมบอกไม่ได้ว่ามันสำคัญแค่ไหน ขนาดที่ว่าอย่ายอมปล่อยให้หลุดไปจากมือคุณ ขอความกรุณาห้ามทำสำเนา และเอาตลับเทปมาคืนในวันที่ 28 นี้ (วันบันทึกเสียง)
ในอีกหลายปีข้างหน้าเมื่อลูกๆถามคุณว่า 'คุณพ่อคุณแม่เคยทำอะไรในสงครามต่อต้านความอดอยากของโลกใบนี้บ้าง' คุณสามารถตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่า นี่คือผลงานของคุณ”)

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก..

หลังจากนั้น 1 วันในวันที่ 25 มกราคม ปี 1985 Ken Kragen ผู้จัดการของ Harry Belafonte ว่าที่ประธานของกองทุน "USA for Africa" ได้เรียกประชุมทีมงาน เพื่อกำหนดวัน และสถานที่ในการบันทึกเสียงครั้งนี้ เป็นวันที่ 28 มกราคมตรงกับวันประกาศผลรางวัล " The American Music Awards " และเลือกสตูดิโอ A&M เนื่องจากอยู่ใกล้กับสถานที่จัดงาน

และในวันนั้นเหล่าศิลปินชั้นนำของอเมริกากว่า 45 คนได้มาถึงตรงประตูทางเข้าห้องอัดเสียง จะมีคำทักทายแปะติดอยู่ตรงหน้าประตูเขียนว่า “Check your egos at the door” จะได้ไม่เกิดปัญหาระหว่างการบันทึกเสียง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยแต่ละคนยืนตามตำแหน่งที่มีชื่อของตัวเองบนพื้นห้อง


Michael Jackson เป็นศิลปินคนแรกทีมาถึงในเวลา 21.00 น. ตามมาด้วย Lionel Richie นักแต่งเพลงมือทองในยุค 80s ที่เขียนเพลง We Are The World เป็นเพลงที่ 8 ของเขาที่ขึ้นอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง


ศิลปินอื่นๆที่ตามเข้ามามีลำดับการร้องเดี่ยวดังนี้ Lionel Richie, Stevie Wonder, Paul Simon, Kenny Rogers, James Ingram, Billy Joel, Tina Turner, Michael Jackson, Diana Ross, Dionne Warwick, Willie Nelson, Al Jarreau, Bruce Springsteen, Kenny Loggins, Steve Perry, Daryl Hall, Michael Jackson (ขึ้นร้องครั้งที่ 2), Huey Lewis, Cyndi Lauper, Kim Carnes,Bob Dylan และ Ray Charles



สำหรับ Harry Belafonte เจ้าของเพลง Day-O ผู้ริเริ่มโปรเจคนี้ไม่ได้ร้องเดี่ยว แต่ช่วยร้องท่อนสร้อยแทน เหมือนกับ Bette Midler, Smokey Robinson, The Pointer Sisters, LaToya Jackson, Sheila E., Waylon Jennings และ Bob Geldof ศิลปินคนเดียวที่ไม่ใช่คนอเมริกันซึ่งเป็นผู้จัดงาน Band Aid


ที่ผิดคาดคือ Prince ศิลปินดังของยุค 80s ไม่ได้เข้าร่วมในครั้งนี้ เพราะไม่สะดวกที่จะร่วมอัดเสียงกับศิลปินท่านอื่นๆ แต่มอบเพลงที่แต่งเป็นพิเศษ "4 The Tears In Your Eyes" สำหรับอัลบั้ม We Are The World แทน


ไปที่ไหนก็มีแต่เพลง "We Are The World"

การบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อยของเช้าอีกวันประมาณ 8.00 น. คงเหลือเพียง Lionel Richie กับ Quincy Jones ที่ยังอยู่ทำงานต่อ หลังจากวันนั้น 5 สัปดาห์ ซิงเกิ้ลเพลง "We Are The World " ก็ออกวางจำหน่ายในวันที่ 7 มีนาคม ปี1985 และเข้าสู่ชาร์ตบิลบอร์ด Hot 100 วันนี้ในอดีต


โดยชุดแรกปล่อยออกไป 800,000 แผ่น ขายหมดภายในสัปดาห์แรก พร้อมๆกับการกระจายเสียงแพร่ภาพไปทั่วโลก....จนท้ายที่สุดซิงเกิ้ลชุดนี้ขายไปได้ทั่วโลกมากกว่า 20 ล้านแผ่น (อันดับ 8 ซิงเกิ้ลขายดีตลอดกาล) เป็นหนึ่งในไม่กี่เพลงบนโลกใบนี้ที่ขายได้เกิน 10 ล้านแผ่น


ความสำเร็จ

เพลงขึ้นถึงอันดับ 1 ในอเมริกาเมื่อวันที่ 13 เมษายน ปี 1985 อยู่นาน 4 สัปดาห์ ส่วนในอังกฤษขึ้นอันดับ 1 ในสัปดาห์ถัดมา อยู่นาน 2 สัปดาห์และยังขึ้นอันดับ 1 ในอีกหลายๆประเทศ


ยอดขายทั้งซิงเกิ้ลและอัลบั้ม We Are The World รวมถึงสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ สามารถสร้างรายได้รวมทั้งสิ้นกว่า $63,000,000 (เทียบค่าปัจจุบันคือ $141,000,000) เงินทั้งหมดนี้ ทางกลุ่ม USA for Africa นำไปบริหาร เพื่อนำส่งและช่วยเหลือผู้อดอยากในทวีปแอฟริกาต่อไป ซึ่งได้แก่ประเทศเอธิโอเปีย ซูดาน และอื่นๆ


นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลแกรมมี่สาขา"Song of the Year" และ สาขา "Record of the Year" ในปีถัดมา


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

ในปี 2005 Billy Joel ได้ออกมาพูดถึงเพลงนี้ว่า ศิลปินหลายคนที่ร่วมร้องบันทึกเสียงในวันนั้นไม่ชอบร้องเพลงนี้กัน Cyndi Lauper บอกว่าเหมือนเพลงโฆษณา Pepsi แต่เขาไม่เห็นด้วย ส่วนนักร้องร็อคบางคนกลัวเสียภาพลักษณ์ที่ต้องร้องเพลงนี้ ยกเว้น Bruce Springsteen ที่ร้องร็อคออกมาได้ใจได้อย่างกลมกลืน

สำหรับ Huey Lewis ไม่ได้ถูกกำหนดให้ร้องเดี่ยวตั้งแต่แรก แต่เมื่อ Prince ไม่มาร่วมงานนี้ เขาจึงรับหน้าที่แทน


นักดนตรีที่ใช้ในการบันทึกเสียงครั้งนี้ เกือบทั้งหมดมาจากนักดนตรีที่เล่นให้ในอัลบั้ม Thriller ของ Michael Jackson เพราะโปรดิวเซอร์อัลบั้ม Thriller นี้ก็คือ Quincy Jones นั่นเอง


ทิ้งท้าย ผมเอาวิดีโอเบื้องหลังการทำงานทั้งหมดในวันนั้นให้ชมกัน ความยาว 52.42 นาที (คลิกตรงนี้)

ย้อนอดีตไปกับเพลงใหม่บน Hot 100 วันนี้ในอดีต (1985) "We Are The World"


วี welove / 23 March 2020 (update 2023)


ติดตามทางเพจ Facebook

ติดตามทาง Line

ติดตามทางเว็บไซต์ welovechannel.info

Comments


bottom of page